หลบร้อน...ผ่อนคลายที่ "
อัมพวา"

บรรยากาศของที่นี่จะร่มรื่นไปด้วยสวนผสมริมน้ำ ทั้งลิ้นจี่
มะม่วง มะพร้าว มะละกอ กล้วย ส้มโอ ฯลฯ
สารพัดผลไม้รอให้เรามาชื่นชม
ซึ่งเราสามารถจะหลบร้อนไปลงเรือล่องคลองชมสวน
สัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้าน ชิมผลไม้ต่างๆ
หรือซื้อไปกินให้ชื่นฉ่ำใจ
หรือจะเลือกปั่นจักรยานเช่าถีบไปคู่ขนานกับท้องร่อง
ก็ได้อรรถรสอีกแบบหนึ่ง
แถมยังมีอันซีนที่ชีวิตชาวเมืองคงไม่เคยเห็น
อย่างการปีนขึ้นต้นมะพร้าวด้วยสองมือและเท้าเปล่า
ชาวสวนที่นี่นอกจากเก็บเนื้อมะพร้าวไปขายทำกะทิแล้ว
เขายังเก็บน้ำหวานจาก " งวง" ไปเคี่ยวทำน้ำตาลมะพร้าวขายอีกด้วย
น้ำตาลมะพร้าวนับวันยิ่งหากินได้ยาก
ซึ่งไม่ใช่แค่เพราะขั้นตอนการทำ ซับซ้อนยุ่งยากเท่านั้น
แต่เพราะคนรุ่นเก่าที่ทำเป็นนั้นมีจำนวนน้อยลงไปทุกวันๆ...
นอกจากการเที่ยวชมวิถีธรรมชาติแล้ว
การท่องเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ อย่างเช่นการไหว้พระ ทำบุญ ที่ "วัดแว่นจันทร์"
ซึ่งมีโบสถ์ไม้สักอายุกว่าร้อยปี ซึ่งเพิ่งผ่านการบูรณะมา
แลดูสดใหม่ แต่ว่ากันว่า
รูปลักษณ์ยังคงสถาปัตย์เก่าแก่สมัยต้นรัตนโกสินทร์โน่นทีเดียว
ต่อกันที่
" วัดภุมรินทร์กุฎีทอง" มีกุฎีเป็นเรือนไม้สักทองขนาดใหญ่
เขียนลายรดน้ำปิดทองทั้งหลัง โดยพระมเหสีในรัชกาลที่ 1
เป็นผู้สร้างถวายเจ้าอาวาสในสมัยนั้น ตัวกุฎีแต่เดิมมีถึง 3
หลังแต่ถูกน้ำเซาะหายไปเหลือเพียงหลังเดียว
ปัจจุบันภายในจัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงเครื่องใช้โบร่ำโบราณที่ชาวบ้านเอามาถวายวัดนั่นเอง

. ..และไม่ควรพลาดชมอันซีนที่ "วัดบางกุ้ง" ตั้งอยู่บนถนนราชบุรี-วัดโบสถ์ อำเภอบางคนที
ซึ่งเป็นบริเวณค่ายบางกุ้ง เดิมเคยเป็นค่ายทหารเรือ
สมัยพระเจ้าเอกทัศน์แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นแหล่งประวัติศาสตร์
ที่มีเรื่องราวของวีรกรรมชาวแม่กลอง ...ในบริเวณวัดมีกำแพงจำลองของค่ายอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
สระน้ำโบราณอายุประมาณ 400 ปี และพบสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งอย่าง
ได้แก่ โบสถ์ปรกโพธิ์ เป็นอารามเก่าแก่
คาดว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ราวปี พ.ศ. 2250-2300
ซึ่งมีต้นไม้ 4 ชนิด คือ ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นไกร และต้นกร่าง
ค้ำยันแผ่กิ่งก้านคลุมโบสถ์ไว้จนไม่เห็นรูปทรง
ภายในโบสถ์เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อนิลมณี (หลวงพ่อดำ)
ซึ่งเป็นพระพุทธรูป ปู นปั้นขนาดใหญ่
สวยงามและอัศจรรย์ไม่น้อยเลย
และเรายังสามารถนั่งเรือข้ามแม่กลองสู่ท่าเทียบเรือบริเวณ "
อุทยาน ร. 2" หรือ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ซึ่งภายในจัดแสดงศิลปวัตถุและความเป็นอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 2
นอกจากนี้ยังมีโรงละครกลางแจ้ง และสวนพฤกษชาติ
ซึ่งเป็นสวนพันธุ์ไม้ในวรรณคดีนานาชนิดอีกด้วย
ตกเย็นการท่องเที่ยวยังไม่จบสิ้น
และเป็นไฮไลต์ของการเยือนอัมพวา เลยทีเดียว นั่นคือ การชมและ
ชิมอาหารหลากหลายที่
" ตลาดน้ำอัมพวา" ซึ่งบรรยากาศคึกคักสุดๆ เพราะเป็นแหล่งรวม
ทั้งอาหารคาว-หวาน และผลหมากรากไม้นานาชนิด
ชาวสวนและแม่ค้าทั้งหลายจะขนมาขายกันที่นี่
แถมวิธีการขายก็เด็ดสุดๆ
เวลาลูกค้าบนฝั่งถ้าจะซื้อก็ให้หย่อนเงินลงในตะกร้า
พ่อค้าแม่ค้า
ที่อยู่ในเรือก็จะชักรอกกลับเอาขนมหรือผลไม้ส่งมาให้พร้อมเงินทอนครบ
โดยไม่ต้องเอื้อมมือส่งของ กันให้วุ่นวาย ...ตลาดน้ำยามเย็น
จะมีทุกวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น.
เป็นต้นไป

หรือถ้าหากอยากนั่งดินเนอร์สบายๆ รับสายลมเย็น ...ร้านอาหารบรรยากาศดีๆ
ริมแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งมีอยู่มากมาย
ก็รอให้คุณมาลิ้มรสอาหารทะเลสดๆ รสชาติถึงใจกันอยู่ค่ะ
หลังจากชิมอาหารและท่องตลาดน้ำยามเย็นกันจนอิ่มท้องแล้ว
ถ้าใครไม่หมดแรงไปซะก่อน
ต้องต่อด้วยทริปลงเรือล่องแม่กลองชมหิ่งห้อย
ซึ่งเป็นโปรแกรมปิดท้ายที่ไม่ควรพลาด เพราะตลอดช่วงระยะ 4-5
กิโลเมตรเลียบลำน้ำแม่กลอง กับบรรยากาศที่เงียบและมืดพอสมควร
เราก็จะได้เห็นหิ่งห้อยที่กระจุกตัวอยู่รวมกันเป็นดงใต้ต้นลำพู
ส่งแสงกระพริบวิบวับให้เราได้ชื่นชมกัน
ราวกับไฟคริสต์มาสไม่มีผิด...ซึ่งการใช้เรือยนต์
ก็ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศน์ของลำน้ำแม่กลองไม่น้อย
อันอาจจะทำให้หิ่งห้อยลดจำนวนลง จึงขอแนะนำว่าควรใช้เรือพาย
พายไปเงียบๆ กับตะเกียงส่องทาง
หรือนั่งชมหิ่งห้อยอยู่ที่ท่าน้ำหน้าโฮมสเตย์ที่พัก
ก็ได้กลิ่นอายความโรแมนติกดีทีเดียว (และเวลาถ่ายรูปก็ไม่ควรใช้แฟลชนะคะ
เพราะจะรบกวนหิ่งห้อยเค้าได้ค่ะ)
การชมหิ่งห้อยต้องใช้เวลาช่วงหัวค่ำจนถึงกลางดึก ซึ่งหากมีเวลา...ไม่รีบเร่งมากนัก
ก็ควรพักที่อัมพวาสักหนึ่งคืน
ซึ่งที่พักไม่ว่าจะเป็นแบบรีสอร์ท หรือแบบโฮมสเตย์
ก็มีให้เลือกมากมาย เลยนะคะ มีตั้งแต่ราคาคืนละ 100 บาท
ไปจนถึงแบบอลังการคืนละ 7,000-8,000 บาท ก็มีค่ะ
ขึ้นอยู่กับว่าชอบแบบชาวบ้านๆ หรือหรูหราหน่อยนั่นเอง
แถมรุ่งเช้าเรายังสามารถตื่นมารับแสงอาทิตย์ของวันใหม่
และทำบุญ
ตักบาตรพระ ซึ่งพายเรือมาบิณฑบาตรถึงท่าน้ำที่พักกันเลยค่ะ
ได้บรรยากาศ วิถีชิวิตริมน้ำแบบไทยโบราณสุดๆ
แถมยังได้บุญอีกด้วย เที่ยวสนุก...ผ่อนคลาย.. .ปลดปล่อยความวุ่นวาย
ทุกข์ร้อนๆ จากเมืองกรุงทิ้งไป ลองหนีร้อน
มาสัมผัสบรรยากาศเย็นสบายสไตล์ชาวอัมพวา.. .แล้วคุณอาจเป็นอีกคนหนึ่ง
ที่หลงสเน่ห์อัมพวาก็เป็นได้

ข้อมูลเพิ่มเติม
สถานที่ตั้ง ต.อัมพวา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
ในอดีตเมืองอัมพวาถือว่าเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางน้ำที่สำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม
มีตลาดน้ำขนาดใหญ่และชุมชนริมน้ำที่เป็นศูนย์กลางด้านพาณิชยกรรม
แต่ผลกระทบของการพัฒนาการคมนาคมทางบก ทำให้ความเป็นศูนย์กลางฯ
ของอัมพวาต้องสูญเสียไป ตลาดน้ำค่อยๆ
ลดความสำคัญและสูญหายไปในที่สุด
ทิ้งไว้แต่ร่องรอยของความเจริญในอดีตซึ่งยังคงปรากฏให้เห็นชัดเจนในทุกวันนี้
ทางเทศบาลตำบลอัมพวา โดยความร่วมมือร่วมใจของประชาชนในท้องถิ่น
ได้ฟื้นฟูตลาดน้ำอัมพวาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
เพื่ออนุรักษ์ความเป็นอยู่ของชุมชนริมน้ำ
ซึ่งในปัจจุบันจะหาดูได้ยาก ให้สืบทอดตลอดไป โดยใช้ชื่อว่า "ตลาดน้ำยามเย็น"
นักท่องเที่ยวที่มีความประสงค์จะนั่งเรือชมหิ่งห้อย
ประกายความงามยามค่ำคืน ก็สามารถติดต่อเรือได้
ซึ่งทางชุมชนตลาดอัมพวาได้จัดบริการไว้ให้ ติดต่อ โทร.
01-5739131

การเดินทาง
ทางรถยนต์
จากตัวจังหวัดใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 325
ทางเดียวกับไปอำเภอดำเนินสะดวกและอุทยาน ร. 2 ประมาณ 6 กม.
ก่อนถึงสามแยกไฟแดง มีทางแยกทางซ้ายเข้า อ.อัมพวา ไปอีกประมาณ
800 เมตร. ทางแยกซ้ายมือ เข้าตลาดอัมพวา
จอดรถบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภออัมพวา
รถประจำทาง จากสถานีขนส่งสายใต้
- รถสาย 996 กรุงเทพฯ-ดำเนินฯ เป็นรถปรับอากาศ
ผ่านจังหวัดสมุทรสงครามถึงตลาดอัมพวา
- สาย 976 กทม.-สมุทรสงคราม ถึงสถานีขนส่งสมุทรสงคราม
ขึ้นรถประจำทางสาย 333 แม่กลอง-อัมพวา-บางนกแขวก ถึงตลาดอัมพวา