"อยากเป็นโนบิตะจะได้มีโดราเอมอนอยู่ใกล้ๆตัว
ไว้ขอยืมสิ่งประดิษฐ์ในอนาคตมาใช้บ้าง
โดยเฉพาะเครื่องไทม์แมชชีน..."
ความคิดนี้แว่บเข้ามาในสมองน้อยๆ ทันทีเมื่อมายืนอยู่ที่
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
ที่จังหวัดอุดรธานี
ทำไมนะหรือ?
ก็เพราะที่นี่มีอะไรหลายๆอย่างที่ดูน่าศึกษาค้นคว้าชวนตื่นตาตื่นใจไปหมดนะสิ
ยิ่งได้ฟังเรื่องราวอันเก่าแก่
ตั้งแต่ตำนานเรื่องนางอุสา-ท้าวบารส
ลงมาเรื่อยจนถึงประวัติศาสตร์ในยุคสมัยต่างๆที่เคยเกิดขึ้น ณ
ที่แห่งนี้
ก็ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกโหยหาอดีตขั้นรุนแรงทีเดียว
ไม่ได้โม้นะใครไม่เชื่อลองมาพิสูจน์เองได้

ตามข้อมูลที่ได้ศึกษามานั้น อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
ตั้งอยู่ในเขตตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี
พื้นที่ทั้งหมดอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
ป่าเขือน้ำ
ซึ่งทางกรมศิลปากรได้ขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าจำนวน 3,430ไร่
ประกาศให้เป็นเขตอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
อุทยานฯภูพระบาทมีลักษณะพิเศษของสภาพพื้นที่ คือ
บริเวณนี้ปรากฏโขดหินและเพิงหินทราย
กระจัดกระจายอยู่เป็นจำนวนมาก
ซึ่งนักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่าเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
เมื่อครั้งอดีตบริเวณนี้ต้องถูกปกคลุมด้วยธารน้ำแข็งขนาดใหญ่
หินที่ภูพระบาทสามารถบอกเล่าเรื่องราวย้อนหลังได้ตั้งแต่ยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์
ราว 2,000-3,000 ปี
มนุษย์ยุคก่อนส่วนหนึ่งพักอาศัยอยู่บนโขดหินและเพิงผาธรรมชาติ
มีหลายจุดในภูพระบาทที่พบสถานที่
ซึ่งสันนิษฐานว่าเคยเป็นที่อยู่อาศัยอย่างห้องนอนและห้องครัวมาก่อน
เพราะพบภาพเขม่าควันเกาะติดตามเพิงหิน
ยามเวลาว่างมนุษย์ยุคหินก็ได้ขีดเขียนภาพ เช่น ภาพ คน ภาพสัตว์
คงไว้ประดับผนังบ้าน
วัสดุที่ใช้ขีดเขียนก็ได้จากสิ่งใกล้ตัวอย่างสีจากยางไม้ธรรมชาติ
เลือดสัตว์บางชนิด

จากยุคก่อนประวัติศาสตร์มาถึงสมัย ทวารวดี
อิทธิพลของทวารวดีได้ครบคลุมพื้นที่ภูพระบาทด้วย
จากเพิงพักของมนุษย์ยุคหิน
ภูพระบาทถูกดัดแปลงจากโขดหินให้เป็นศาสนสถาน
โดยมีคติการปักใบเสมาหินขนาดใหญ่ล้อมรอบเอาไว้
ต่อมาก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลเขมร
ท้ายที่สุดได้รับอิทธิพลโดยตรงจากวัฒนธรรมล้านช้าง
พบว่ามีร่อยรอยของงานศิลปกรรมสกุลช่างลาวอยู่มิใช่น้อยบนภูพระบาท
การมาเที่ยวภูพระบาทให้ความรู้สึกแตกต่างจากการเที่ยวที่อื่น
เพราะอย่างน้อยก็เกิดความภูมิใจอยู่ลึกๆว่าได้มาย่ำถิ่น
ว่าที่มรดกโลก แห่งใหม่ของไทยก่อนใคร
ซึ่งภูพระบาทจะได้เป็นมรดกโลกหรือไม่
ต้องรอลุ้นโค้งสุดท้ายในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้
และถ้าใครกำลังคิดว่า จะเดินเที่ยวภูพระบาทเองล่ะก็
ไม่แนะนำ
ด้วยพื้นที่ที่มีอาณาเขตกว้างขวางนับพันไร่
ขืนเดินเองสะเปะสะปะมีหวังเป็นลมชักตาตั้งได้แน่เดี๋ยวจะว่าหล่อไม่เตือน
แต่ควรเลือกใช้บริการของมัคคุเทศก์ที่ทางเจ้าหน้าที่อุทยานจัดเตรียมไว้ให้จะดีกว่า
เพราะนอกจากจะได้รับความเพลิดเพลินแล้วยังได้รับความรู้ด้านประวัติศาสตร์แง่มุมต่างๆอีกด้วย
เมื่อได้มัคคุเทศก์ประจำกลุ่มแล้วก็ต้องดูเวลาด้วยว่า
เรามีเวลามากแค่ไหนในการเดินชม
เพราะเจ้าหน้าที่จะได้จัดโปรแกรมให้ถูกว่าจะพาเราไปดูอะไร
ที่ไหนบ้าง
ซึ่งในแต่ละเส้นทางทางอุทยานฯภูพระบาทได้มีการจัดทำป้ายและลูกศรบอกชื่อสถานที่แสดงตลอดระยะทางเป็นการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เมื่อพร้อมออกเดินทาง
มัคคุเทศก์ก็เลือกที่จะพาเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ของทางอุทยานฯภูพระบาทก่อนเป็นลำดับแรก
เข้าใจว่าจุดประสงค์คือเพื่อให้เราทำความรู้จักกับภูพระบาทก่อนสักเล็กน้อย
ก่อนที่จะไปพบกับของจริง ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
ก็มีการนำภาพถ่ายของภาพเขียนสีที่พบในเขตอุทยานฯมาจัดแสดงไว้ให้ชม
พร้อมทั้งมีคำบรรยายถึงชนิดของสีที่ใช้ว่าเกิดจากอะไร
มีการจำลองหอนางอุสาไฮไลต์สำคัญของที่นี่
พร้อมคำบรรยายถึงตำนานท้องถิ่นเรื่องนางอุสา-ท้าวบารส
ที่ถูกนำมาผูกโยงตั้งชื่อสถานที่ต่างๆในอุทยานฯภูพระบาทผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืนลงตัว
ตำนานของนางอุสา-ท้าวบารส ถ้าให้เล่าคงยาวเป็นวา
ขอสรุปย่อๆพอประมาณว่า เป็นเรื่องของพ่อที่ชื่อ
พระยากงพาน
ซึ่งหวงนางอุสาลูกสาวเป็นอย่างมาก
หวงจนต้องสร้างหอสูงไว้ให้อยู่ แต่คู่แล้วไม่แคล้วกัน
วันหนึ่งนางอุสาใช้มาลัยเสี่ยงทายลอยไปตามน้ำจนพบคู่คือท้าวบารสเจ้าชายเมืองปะโคเวียงงัวทั้งคู่แอบลักลอบได้เสียกัน
เมื่อพระยากงพานรู้ก็โกรธมาก สั่งให้ตัดหัวท้าวบารส
แต่อำมาตย์ได้ห้ามไว้
พระยากงพานเลยออกอุบายให้ท้าวบารสสร้างวัดแข่งกับพระยากงพาน
พนันกันว่าใครแพ้ต้องโดนตัดหัว
กำหนดให้สร้างเสร็จก่อนดาวประกายพรึกขึ้นตอนเช้า
พระยากงพานเกณฑ์ไพร่พลจำนวนมากมาสร้างวัด
ส่วนท้าวบารสมีไพร่พลเพียงน้อยนิด
พี่เลี้ยงนางอุสากลัวนางอุสาจะกลายเป็นหม้าย
เลยออกอุบายเอาโคมไปแขวนไว้บนยอดไม้ใหญ่
ฝ่ายพวกพระยากงพานนึกว่าเป็นดาวประกายพรึกขึ้นก็เลยหยุดสร้างวัดทั้งที่ยังไม่เสร็จ
ส่วนท้าวบารสสร้างวัดจนเสร็จ พระยากงพานแพ้ก็เลยโดนตัดหัวซะเอง

ต่อมาท้าวบารสพานางอุสามาอยู่ที่เมืองของท้าวบารส
บรรดาชายาของท้าวบารสพากันอิจฉานางอุสา
เลยให้โหราจารย์ทำนายว่าท้าวบารสมีเคราะห์ต้องออกเดินทางไปนอกเมืองหนึ่งปี
พอท้าวบารสออกเดินทาง ชายาก็กลั่นแกล้งนางอุสา
จนต้องหนีกลับเมืองพานแล้วก็ตรอมใจตาย
พอท้าวบารสรู้เรื่องก็นำศพนางอุสามาฝัง
ไม่นานท้าวบารสก็ตรอมใจตายตามกันไปแล้วก็ถูกฝังไว้ด้วยกัน
ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในพิพิธภัณฑ์แล้ว
ก็เตรียมตะลุยสถานที่จริงกันได้เลย
โบราณสถานในอุทยานฯภูพระบาทแบ่งเป็น 9 กลุ่มด้วยกัน
ถ้าจะใช้เวลาในการชมทั้งหมดคงกินเวลาไม่ต่ำกว่า 2 -3วันเป็นแน่ จึงให้มัคคุเทศก์แนะนำว่าควรจะไปดูอะไรดี
ซึ่งมัคคุเทศก์ก็แนะนำให้เดินชม
โบราณสถานกลุ่มที่
3 ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ใกล้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและเดินทางไม่ไกลนัก
จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเลี้ยวซ้ายไปตามทางเดินที่รายล้อมด้วยไม้ใหญ่
ที่แสดงให้เห็นว่าที่นี้ยังคงรักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีพอๆกับที่รักษาโบราณสถาน
ใช้เวลาเดินเพียง 5 นาที ก็มาถึง
คอกม้าน้อย
คอกม้าน้อยมีลักษณะเป็นเพิงหินที่มีการสกัดแต่งโดยฝีมือของมนุษย์ยุคหินและมนุษย์ยุคต่อๆมา
พบใบเสมาปักอยู่โดยรอบทิศทั้งหก มีภาพเขียนสีประวัติศาสตร์ด้วย
ใกล้ๆกันเป็น
คอกม้าท้าวบารส
ซึ่งตามตำนานเชื่อว่าก่อนที่ท้าวบารสจะลอบเข้าไปหานางอุสาได้นำม้ามาผูกไว้ที่นี่

แต่ถ้าใครอยากดูภาพเขียนประวัติศาสตร์ของมนุษย์ยุคหินอย่างใกล้ชิด
จะสมใจแน่ เมื่อเดินมาถึง
ถ้ำวัว-ถ้ำคน
ชื่อก็บ่งบอกอยู่แล้วมาที่นี้จะเจออะไร ที่
ถ้ำวัว
มีภาพสัตว์ คือ วัว 2 ตัว
มีทั้งที่เป็นลายเส้นและระบายสีทึบถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นภาพวัวมีโหนก
3 ตัวซ่อนอยู่ด้วยสีจางๆ
ส่วน
ถ้ำคน
อยู่ทางเหนือใกล้ๆกันที่ถ้ำคนบนผนังเพิงผาเดียวกันเขียนด้วยสีแดง
เป็นรูปคน 7 คน จูงมือกันเดินเดินเป็นแถว
จากการสังเกตภาพคนบนผนังถ้ำมัคคุเทศก์บอกว่า
ช่วยให้เราเรียนรู้ได้ว่ามนุษย์ยุคก่อนมีสรีระอย่างไร
โดยเฉพาะกล้ามเนื้อน่องโป่งนูน
อาจแสดงถึงว่าเป็นพวกที่ใช้กำลังเท้าอย่างมาก
ชมภาพเขียนสีแล้วจะให้ดีต้องแวะมาดูที่
ถ้ำพระ
ด้วยเพราะที่นี่จะได้เห็นรูปสลักที่งดงามหลากหลายแบบ ถ้ำพระ
เป็นเพิงหินขนาดใหญ่ที่เกิดจากก้อนหินขนาดใหญ่วางทับซ้อนกันตามธรรมชาติ
พบการสกัดหินก้อนล่างออกจนกลายเป็นห้องขนาดใหญ่
รวมไปถึงสลักรูปประติมากรรมทางศาสนาเอาไว้ในห้องอีกด้วย

ด้านนอกของถ้ำพระมีร่องรอยการปักใบเสมาไว้ตามทิศต่างๆ
มีการสลักเป็นภาพพระพุทธรูปนั่งประทับภายในซุ้มที่มีการสลักลายอย่างงดงาม
2 ซุ้มด้วยกัน
ด้านบนเป็นแถวพระพุทธรูปองค์เล็กๆยืนเรียงกันอยู่งดงามมาก
ส่วนผนังห้องอีกด้านสลักเป็นภาพพระพุทธรูปยืนปางเปิดโลกขนาดใหญ่
3 องค์ แต่ชำรุดแตกหักไปมาก
พระพุทธรูปยืนองค์ในสุดมีร่องรอยการสลักหินตรงส่วนของผ้านุ่งเป็นแบบผ้าโจงกระเบนสั้นมีลวดลายสวยงามบ่งบอกถึงการผลัดเปลี่ยนยุดสมัยของกลุ่มคนที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่
โบราณสถานที่อุทยานฯภูพระบาทเอง
ก็ประสบปัญหายุคมืดไม่ต่างจากโบราณสถานแห่งอื่น
โบราณวัตถุจำนวนไม่น้อยถูกลักลอบนำออกไปจากพื้นที่
บางจุดในอุทยานฯเราจะพบว่ามีผนังจำนวนไม่น้อยที่ปรากฏเป็นโครงรูปพระพุทธรูปอยู่แต่ไร้ซึ่งพระพุทธรูป
นั้นเพราะมีมือดีแอบมาเจาะไปขายเสียแล้ว

ละปัญหาของหายมาเที่ยวกันต่อดีกว่าจากถ้ำพระ มาที่
บ่อน้ำนางอุสา
บ่อน้ำที่ตามตำนานนางอุสา-ท้าวบารส
กล่าวว่าเป็นที่ซึ่งนางอุสามาเล่นน้ำก่อนพบท้าวบารส
เป็นบ่อน้ำที่เจาะสกัดลงไปในพื้นหิน
การเจาะๆเป็นรูปทรงกรวยให้ค่อยๆแหลมลึกลงไปในเนื้อหิน
บ่อน้ำแห่งนี้สันนิษฐานว่าคงเป็นแหล่งน้ำบริโภคของคนในสมัยโบราณ
หรือ อาจใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมบางอย่าง
และก็มาถึงไฮไลต์อย่าง
หอนางอุสา
ซึ่งอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน
หอนางอุสานี้มีลักษณะเป็นเพิงหินสูงรูปดอกเห็ด
สูงจากพื้นประมาณ 10 เมตร
มีการก่อหินล้อมเป็นห้องขนาดเล็กเอาไว้ที่เพิงหินด้านบน
ก่อเป็นห้องที่มีประตูและหน้าต่างขนาดเล็กอยู่ที่ผนังทั้งสอง
ใช้ประกอบพิธีกรรมหรือบำเพ็ญเพียรได้เป็นอย่างดี
มีใบเสมาหินขนาดกลางจนถึงใหญ่ปักล้อมรอบหอนางอุสาเอาไว้ด้วย
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้เป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา
ปิดท้ายกลุ่มที่ 3 นี้ด้วยการชม
หีบศพนางอุสาและหีบศพท้าวบารส
ซึ่งตามตำนานกล่าวไว้ว่านางได้ตรอมใจตายหลังจากหนีกลับจากเมืองของท้าวบารส
เนื่องจากถูกกลั่นแกล้ง
ส่วนท้าวบารสเมือได้ทราบข่าวจึงออกติดตามนางอุสาจากนั้นพระองค์ก็ตรอมใจตายไปในที่สุด
ลักษณะของหีบศพนี้ คือ
การขุดเจาะหินจนเรียบขนาดใหญ่พอที่คนจะสามารถเข้าไปนอนอยู่ได้
และขากลับควรที่จะแวะสักการะ พระพุทธบาทบัวบก
ที่มีองค์พระพุทธบาทบัวบก สร้างเลียนแบบพระธาตุพนมองค์เดิม
ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ขุดพบอยู่ในรอยพระพุทธบาท
ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในโบราณสถานของภูพระบาทเช่นกัน
การเดินทางมายังอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
จากจังหวัดอุดรธานี เดินทางมาตามทางหลวงหมายเลข 2 ประมาณ 13
กิโลเมตร
จะมีทางแยกซ้ายที่บริเวณบ้านดงไร่เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2021
เพื่อไปยังบ้านผือ เป็นระยะทาง 43 กิโลเมตร
จากนั้นจึงเดินทางมาตามทางหลวงหมายเลข 2438 เป็นระยะทาง 8
กิโลเมตร จนถึงบริเวณ สามแยกบ้านติ้ว
ให้ขับรถตรงขึ้นเขาตามถนนลาดยาง ประมาณ 4 กิโลเมตร
จะเข้าเขตอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เปิดให้บริการทุกวัน
ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00น.
ค่าธรรมเนียมคนไทย
10 บาท ต่างชาติ
30 บาท