หากมี
โฮมสเตย์
มากพร้อมด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติ
อันเกิดจากวิถีชาวบ้านที่เรียบง่าย
และวัฒนธรรมที่งดงามในท้องถิ่น ไร้แสงสียามค่ำคืน
แต่มีรอยยิ้มที่จริงใจจากผู้คนในท้องถิ่น
คุณจะสนใจไปเยือนหรือไม่...?
ถ้าความสงบทางใจเป็นสิ่งที่ใครหลายๆคนกำลังแสวงหาอยู่
บางทีการท่องเที่ยวในรูปแบบ โฮมสเตย์ อาจเป็นคำตอบให้คุณได้
โฮมสเตย์ ไม่ได้อิงอยู่กับความหรูหรา แต่แนบชิดกับความพอเพียง
นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้รับการเรียนรู้
แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ของชุมชนนั้นๆไปด้วย
เราจะได้เห็นวิถีชีวิตความเป็นไปที่แท้จริง
เมื่อเราได้ใกล้ชิดผู้คนในชุมชน
ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้สัมผัสกับการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้
อาจจะทำให้เราได้รับความประทับใจกลับไปได้
อย่างไม่รู้ลืมเลยก็ได้

โฮมสเตย์ดีๆมีมากมายกระจายอยู่ทั่วไทย
แต่ครั้งนี้ขอเดินทางลงใต้ไปสัมผัสกับ
สามโฮมเตย์จากสามถิ่นแดนใต้
รับกลิ่นไอลมทะเลต้อนรับหน้าร้อนกัน
พักลีเล็ด ชมคลอง 100 สาย จ.สุราษฏ์ธานี
วิถีท้องถิ่นที่สัมผัสได้จาก โฮมสเตย์ แห่งแรกคือ
ชุมชนโฮมสเตย์ลีเล็ดนำเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์
ตั้งอยู่ที่
ต.ลีเล็ด อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี
ที่นี่มีรูปแบบของการนำเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์
แก้ไขปัญหาที่รุมเร้าทำลายทรัพยากร
ด้วยการสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยว
เพื่อเป็นรายได้เสริมให้คนในชุมชนอีกทางหนึ่ง
ชุมชนลีเล็ดในสมัยรัชกาลที่ 5
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จไปบ้านดอน
ทางเรือพระที่นั่ง ทรงเห็นว่าคลองสายนี้เป็นทางลัดที่ใกล้กว่า
จึงทรงเสด็จไปตามคลองสายนี้ ที่นี่จึงได้ชื่อว่า
คลองลัด
ชาวบ้านในคลองลัดส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่ข้าว
จึงมีชาวจีนมาล่องเรือรับซื้อข้าวอยู่ประจำ
ชาวจีนจึงเรียนคลองลัดเพี้ยนเป็น คลองเล็ด
และเป็นลีเล็ดในปัจจุบัน

สำหรับ
"โฮมสเตย์บ้านลีเล็ด"
ประเสริฐ ชัญจุกรณ์
กำนันตำบลลีเล็ด และประธานกลุ่มท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์
กล่าวว่า ก่อนปีพ.ศ.2546ผู้คนในชุมชนใช้ทรัพยากรกันอย่างผิด
ใช้อวนลาก อวนรุน ในการจับสัตว์น้ำ ทำให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรมลง
พอมาปีพ.ศ.2547
เริ่มหันมาทำด้านการท่องเที่ยวเพื่อเป็นอาชีพเสริมแก่ชาวบ้าน
ปี พ.ศ.2548 จึงเริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามาศึกษาดูงาน
เลิกการใช้อวนลาก อวนรุก
ปัจจุบันที่นี่มีอาสาสมัครเฝ้าระวังสัตว์น้ำ
มีพื้นที่กรณีศึกษาการจัดการ การท่องเที่ยวในชุมชน
ป่าไม้เพิ่มขึ้นเองโดยไม่ต้องปลูกกว่า 2,733 ไร่
มีสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น ชุมชนมีส่วนร่วม
ด้านส่วนราชการก็ให้การสนับสนุน
ชุมชนลีเล็ดจึงจัดเป็นชุมชนต้นแบบ
ที่ประสบความสำเร็จในการใช้คนเป็นเครื่องมือจัดการทรัพยากรชายฝั่ง
หากนักท่องเที่ยวมาที่ลีเล็ด
แน่นอนว่าจะได้พบกับกิจกรรมอันหลากหลายที่ชาวชุมชนลีเล็ดจัดเตรียมไว้ให้ทั้งการล่องเรือดูวิถีชีวิต
ดูต้นไม้ เดินป่าศึกษาธรรมชาติ ดูหิ่งห้อยยามค่ำคืน
ที่นี่มีป่าชายเลนมีพื้นที่กว่า 7,000 ไร่ แม่น้ำลำคลองมากว่า
100 สาย ที่ทะลุเชื่อมต่อกัน มีต้นไม้ที่สำคัญหลายชนิด เช่น
ลำพู โกงกาง แสม ถั่ว ลำพูหิน ตะบูน หลุมพอ ฯลฯ
คนไทยอาจจะไม่รู้จักมากเท่าไหร่นักแต่สำหรับ
นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกแล้ว
ลีเล็ดคือแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ฝรั่งตะวันตกในกลุ่มสหภาพยุโรป
27 ประเทศใฝ่ฝันอยากจะมา กำนันกล่าว
เหตุที่ชาวตะวันตกชื่นชอบที่นี่เป็นหนักหนา
ก็เพราะว่าลีเล็ดเป็นที่ ซึ่งสหภาพยุโรป 27 ประเทศ
กำหนดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ยอดเยี่ยม
ชาวท้องถิ่นช่วยกันบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติชายฝั่งดีที่สุดในโลก
จนสหภาพยุโรปนำแบบอย่างไปใช้ในประเทศของตน นับแต่นั้นเป็นต้นมา
ชาวยุโรปพากันมาที่ลีเล็ดอย่างไม่ขาดสาย โฮมสเตย์
ที่นี่จึงเชื่อมั่นได้ว่าได้มาตรฐานพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวเสมอ
สัมผัสวิถีชุมชน ยลทะเลแหวก ที่บ้านเกาะพิทักษ์ จ.ชุมพร
จาก จ.สุราษฎร์ธานี ย้ายมาที่ จ.ชุมพร กันบ้าง ที่ เกาะพิทักษ์
ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ.ชุมพร มีโฮมสเตย์ริมทะเลรอคอยอยู่
จากถนนอ่าวท้องครกเข้ามาประมาณ 1 กิโลเมตร
จะถึงท่าเรือข้ามไปยัง เกาะพิทักษ์ นักท่องเที่ยวจะพบ
เกาะพิทักษ์ ตั้งอยู่ข้างหน้าห่างจากท่าเรือเพียง 1
กิโลเมตรเท่านั้น
ในบางเวลาที่น้ำลงมากๆจะเห็นสันทรายทอดยาวเชื่อมระหว่างฝั่งกับเกาะ
จนหลายๆคนต่างพากันยกให้เป็นทะเลแหวกแห่งเกาะพิทักษ์
ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินไป เกาะพิทักษ์
ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เรือหางยาว โดยใช้เวลาในการเดินไปเพียง
15 นาทีเท่านั้น นับเป็นเกาะที่ใกล้ฝั่งมากที่สุดของ จ.ชุมพร
เกาะแห่งนี้มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า
บรรพบุรุษของชาวเกาะพิทักษ์ซึ่งส่วนใหญ่
ล้วนเป็นนักโทษที่หลบล่าคดีของทางราชการ
ล่องเรือมาจนถึงบริเวณเกาะพิทักษ์
จะได้ยินเสียงคนเรียกให้เข้าพักบนเกาะ
แต่พอขึ้นไปบนเกาะก็ไม่มีคนอยู่ จึงเรียกเกาะแห่งนี้ว่า
เกาะผีทัก
จวบจนปี พ.ศ. 2464
ได้ประกาศเป็นหมู่บ้านและเปลี่ยนชื่อเป็น เกาะพิทักษ์
มาจนทุกวันนี้ วิถีชีวิตของชุมชนที่นี่
ล้วนแต่ประกอบอาชีพด้านการประมงเป็นหลัก

อำพล ธานีครุฑ ผู้ใหญ่บ้านเกาะพิทักษ์
เล่าถึงจุดเริ่มต้นและความเป็นมาของโฮมสเตย์เกาะพิทักษ์ว่า
เริ่มจากที่มีเพื่อนฝูงคนรู้จัก
ได้เดินทางมาเที่ยวพักผ่อนที่บ้านของตนก่อน
จึงเล็งเห็นว่าถ้ามีโฮมสเตย์เกิดขึ้น
จะมีส่วนช่วยเป็นรายได้เสริมให้ชาวบ้านนอกเหนือจากการทำประมงซึ่งเป็นอาชีพหลักได้
จึงเริ่มจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์เมื่อปี พ.ศ.2538
ช่วงแรกๆก็ยังไม่เข้าที่เข้าทางดีนัก เนื่องจากเกิดปัญหา
ความหวาดระแวงกันและกันระหว่างชาวบ้านและนักท่องเที่ยว จวบจนปี
พ.ศ.2545 คนเริ่มรู้จักมากขึ้น
อาชีพในชุมชนบนเกาะพิทักษ์ที่นักท่องเที่ยวมาแล้วจะได้สัมผัสคือ
การลอบปู ดูธรรมชาติ ไดหมึก
ดำน้ำที่เกาะครามเกาะที่ห่างจากเกาะพิทักษ์เพียง 1 กิโลเมตร
ทุกวันจะมีตำรวจตระเวนชายแดนมาคอยดูแลนักท่องเที่ยว
ตำรวจตระเวนชายแดนที่นี่ทำหน้าที่ดูแล
หอยมือเสือ
สัตว์อนุรักษ์ของชาวเกาะพิทักษ์
เกาะพิทักษ์มีกฎของหมู่บ้าน ว่าหากพบเจอการเสพหรือค้ายาเสพติด
ไล่ออกจากเกาะทันทีภายใน 24 ชั่วโมง หากมีเรื่องทะเลาะกัน 3
ครั้ง
จะไล่ออกจากเกาะตามข้อบังคับของศาลชุมชนที่นี่ ผู้ใหญ่อำพลเล่าถึงกฎของหมู่บ้านให้ฟัง

ผู้ใหญ่อำพลยังกล่าวต่ออีกว่า เกาะพิทักษ์มีสโลแกนอยู่ว่า
"ถนนน้ำข้ามสมุทร น้ำจืดผุดกลางเกาะ
หอยเจาะทะเลขาด" หอยเจาะเป็นหอยที่คล้ายหอยนางรม
พบได้มากบริเวณเกาะพิทักษ์
และถ้านักท่องเที่ยวมาที่เกาะพิทักษ์
เกิดเรือจมขึ้นมาผู้ใหญ่แนะนำว่า อย่าลนลานว่ายน้ำ แต่ให้ยืน
เพราะน้ำตื้นเพียงแค่เข่า
ชาวเกาะพิทักษ์เน้นเศรษฐกิจพอเพียงและไร่นาสวนผสม
มีแหล่งน้ำจืดบนเกาะและฝังท่อประปามาจากแผ่นดินใหญ่
ฝังผ่านใต้ทะเล คนบนเกาะจึงไม่มีปัญหาเรื่องน้ำกินน้ำใช้
เนื่องจากเกาะพิทักษ์ตั้งอยู่ใกล้ฝั่ง
บนเกาะพิทักษ์จึงไม่มีโรงเรียน ไม่มีสถานีอนามัย
เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยจึงต้องข้ามที่ฝั่งแผ่นดินใหญ่
กิจกรรมโฮมสเตย์เป็นการเสริมรายได้ให้กับชุมชน
โดยเฉพาะฤดูมรสุมที่ไม่ค่อยได้ออกเรือ
รายได้ของแต่ละบ้านจะหักเข้ากลุ่ม 5% เพื่อเป็นค่าบริหารกลุ่ม
หรือจัดกิจกรรมร่วมกันในชุมชน ผู้ใหญ่อำพล กล่าว
ที่นี่มีโฮมสเตย์ทั้งหมด 13 หลัง
แต่ถ้าเหมารวมบ้านผู้ใหญ่ด้วยก็เป็น 14 หลัง
ลักษณะบ้านพักส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ตั้งอยู่ริมทะเล
มีชานบ้านกว้างขวางยื่นออกไปในทะเล
คนรักน้ำกับฟ้าจะมองได้ไม่รู้เบื่อ
มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานให้ที่โฮมสเตย์ทุกหลัง มุ้งกันยุง
ที่นอน พัดลม กินข้าวร่วมกับเจ้าของเรือน
ใครอยากนอนในในห้องหรือชานเรือนก็ได้แล้วแต่สมัครใจ
บ้านม่วงกลวง อบอุ่นมิตรไมตรีในวิถีมุสลิม จ.ระนอง
ในแดนที่เปิดกว้างมีเสรีจะนับถือศาสนาใดก็ได้อย่างเมืองไทย
ห่างจาก อ.กะเปอร์ จ.ระนอง ราว 6 กิโลเมตร ที่ ชุมชนม่วงกลวง
ยังมีวิถีแห่งชุมชนมุสลิมของผู้ที่นับถือ
ศาสนาอิสลาม
รอให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสได้ โดยไม่แบ่งแยกศาสนา
"มุสลิมโฮมสเตย์" ที่บ้านม่วงกลวง มีเอกลักษณ์ วัฒนธรรม
ประเพณีตามแบบฉบับของชาวมุสลิมที่สืบทอดมาแต่ครั้งอดีต
คนที่นี่รักสงบและรอคอยที่จะต้อนรับผู้มาเยือนตลอดเวลา
วิทยา หวันร่าหมาน รองประธานชมรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศม่วงกลวง
เล่าว่า " มุสลิมโฮมสเตย์ "
เริ่มจัดตั้งขึ้นเมื่อประมาณปี
พ.ศ.2545 เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชนพบว่า
เด็กในชุมชนติดยาเสพติด
จึงเริ่มคิดหาวิธีการที่จะให้เด็กๆรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

โดยเริ่มจัดตั้งโฮมสเตย์จากที่ชาวบ้านไม่รู้จักเลย
ต้องอธิบายให้ฟังว่าโฮมสเตย์คืออะไร
เมื่อชาวบ้านเกิดความเข้าใจแล้ว มุสลิมโฮมสเตย์
จึงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น อีกทั้งได้รับความช่วยเหลือจาก
กรีน
เวย์กลุ่มอนุรักษ์ต่างชาติที่เข้ามาบริจาคเงินช่วยด้านต่างๆ
ตั้งแต่จัดตั้งมาโฮมสเตย์ที่นี่ได้รับความสนใจจากต่างชาติ
และเป็นที่ศึกษาดูงานของ นักเรียน นักศึกษา มานักต่อนัก
เนื่องจากที่บ้านม่วงกลวง ยังอุดมสมบูรณ์ทั้งป่าไม้ ภูเขา
และเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลก
ทว่าชาวม่วงกลวงก็ไม่ได้หลงใหลในการท่องเที่ยวจนหลงลืมรูปแบบวิถีชุมชนดั้งเดิม
การท่องเที่ยวเป็นเพียงรายได้เสริมจากการทำประมงเน้นการจัดการเชิงอนุรักษ์ด้วยชุมชนเอง
เราต้องการสร้างความเชื่อให้นักท่องเที่ยวที่มาว่าเขาเป็นเสมือนญาติ
รับประกันว่าไม่มีปัญหาความรุนแรงใดๆในชุมชนของเรา
วิทยากล่าว

ที่นี่เคยได้รับผลกระทบจากภัยสึนามิ
มีชาวบ้านเสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้น
ตลอดจนชาวบ้านจำนวนไม่น้อยต้องสูญเสียเครื่องมือยังชีพและเรือหาปลา
ไปพร้อมกับคลื่นยักษ์มหันตภัย แต่ด้วยแรงใจอันสามัคคีของชุมชน
ภายในระยะเวลา 2 ปี จึงฟื้นฟูพลิกกลับคืนมาดังเดิม
เมื่อถามถึงปัญหาที่ว่า
นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับการปฏิบัติตน
เมื่ออยู่กับผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามควรทำอย่างไรเมื่อมาพัก
วิทยาอธิบายว่า ไม่มีการปฏิบัติที่ยุ่งยาก
เพราะเราจะอธิบายถึงข้อห้ามให้ฟังก่อนทุกครั้ง เช่น
ห้ามสวมใส่ชุดว่ายน้ำในชุมชน
ถ้าต้องการสวมชุดว่ายน้ำต้องรอให้ถึงทะเลก่อน
แต่เรื่องที่ห้ามเด็ดขาดคือ การดื่มของมึนเมาและยาเสพติด
บ้านพักโฮมสเตย์ที่นี่มีหลากรูปแบบทั้งสมัยใหม่ก่ออิฐ โบกปูน
หรือเรือนไม้แบบศิลปะทางใต้ที่มีอายุเก่าแก่กว่า40 ปี
อย่างบ้านของ มะ(แม่)เอียด คงสุด หญิงชราวัยกว่า 60 ปี
ที่จัดเป็นโฮมสเตย์พร้อมรองรับเป็นที่พักให้นักท่องเที่ยวอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งจัดเป็นบ้านโฮมสเตย์ตัวอย่าง
ที่ค่อนข้างพร้อมที่สุดหลังหนึ่งของที่นี่
ส่วนบ้านพักหลังอื่นๆหากมีปัญหาขาดตกบกพร่องไปบ้าง
นักท่องเที่ยวสามารถบอกกล่าว แนะนำ
หรือร้องขอสิ่งที่ต้องการจากชาวบ้านได้เพื่อที่จะได้ปรับปรุงจัดเตรียมไว้ให้อย่างถูกต้อง

วิทยา กล่าวแนะนำกิจกรรมต่างๆเมื่อเข้าพักโฮมสเตย์มุสลิมว่า
กิจกรรมกลางแจ้งที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว คือ
แรลลี่เรือประมงพื้นบ้าน ชมระบบนิเวศชายเลน
ศึกษาวิถีชีวิตชมการหาหอย ดูกรรมวิธีการเลี้ยงปูนิ่ม
เลี้ยงปลาในกระชัง
ที่นี่มีการเที่ยวตามรอยสึนามิที่อุทยานแห่งชาติแหลมสนบางเบน
ชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ชมพระอาทิตย์อัสดงลาลับขอบฟ้า
ชมพระจันทร์เต็มดวงที่ดอย100 วิว
ท่องสวนเกษตรชมการเก็บกาหยูหรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์
และพาไปล่องเรือใน ทะเลสาบระนอง
ที่แม้แต่คนระนองยังไม่รู้จัก
ว่าเป็นอ่าวทะเลด้านในของชายฝั่งทะเลอันดามัน
ซึ่งมีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจอาทิ แปลงปลูกป่าชายเลน
ที่มีพื้นที่ราว 400 ไร่
สัมผัสความเป็นอยู่ของเหล่าลิงทะเล ชมดงฝาดดอกแดง
ที่มีบรรยากาศชวนน่าท่องเที่ยว เป็นดงไม้ยืนต้นกึ่งบกกึ่งทะเล
ลำต้นสูงใหญ่ดอกสีแดงสวยงามที่นี่ยังเป็นทะเลสาหร่าย
มีสาหร่ายหลายชนิด อาทิ สาหร่ายลายไหม สาหร่ายใบ สาหร่ายข้อ
โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ในการชมดงฝาดดอกแดง คือ ช่วง
พ.ย.-พ.ค.
แต่หากนักท่องเที่ยวสนใจจะมาให้ช่วงเวลาใดควรติดต่อสอบถามล่วงหน้าก่อน
ถึงตอนนี้คุณพร้อมจะไปตีตั๋วล่องใต้
ไปท่องเที่ยวสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนกับการเยือนโฮมสเตย์ ใน 3
จังหวัดภาคใต้ตอนบนกันบ้างหรือยัง?

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
* * * * * * * * * * * * * * * * *
โฮมสเตย์ลีเล็ด อ.พุนพิน จ.สุราษฏร์ธานี
ติดต่อ คุณประเสริฐ
ชัญจุกรณ์ 109 หมู่ 5 ต. ลีเล็ด อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี 84130
โทร.0-7749-1081,08-8127-1001
ค่าใช้จ่าย อัตราค่าเข้าพักบ้านพักโฮมสเตย์100บาท/คน/คืน
ราคาค่าบริการอาหาร 100บาท/คน ค่าบริการล่องเรือ 800 บาท/ลำ
โฮมสเตย์เกาะพิทักษ์
ติดต่อ ผู้ใหญ่บ้าน อำพล ธานีครุฑ 32
หมู่14 บ้านเกาะพิทักษ์ ต.บางน้ำจืด จ.ชุมพร โทร.
08-1093-1443, 08-9018-0644
ค่าใช้จ่าย อัตราค่าเข้าพักบนเกาะพิทักษ์ มี 2 ราคา คือ 450
บาท/คน/คืน และ 700 บาท/คน/คืน เป็นค่าที่พัก และอาหาร 3
มื้อ.....หากต้องการนั่งเรือออกไปเที่ยวดำน้ำ มีเรือเหมาในราคา
700 บาท/วัน ค่าอุปกรณ์ดำน้ำคนละ 50 บาท
โฮมสเตย์มุสลิมบ้านม่วงกลวง
ติดต่อ คุณวิลาวัลย์ เสบสบาย
ชมรมอนุรักษ์และเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จ.ระนอง 288/1
ถ.เรืองราษฎร์ ต.เขานิเวศ อ.เมือง จ.ระนอง 8500
โทร.08-9287-0471
ค่าใช้จ่าย อัตราค่าเข้าพักบ้านพักโฮมสเตย์100/คน/คืน
ค่าอาหารมื้อละ 50 บาท/คน/คืน ดำน้ำ 500/คน ค่าเรือคายัค ลำละ
200บาท ค่าเรือนำเที่ยวท่องทะเลสาบ/ดูนก/ชมป่าชายเลน ลำละ
1,800 บาท