แม้เกาะช้าง ทะเลตราด จะไม่ใช่เกาะใหญ่ที่สุดของเมืองไทย
หากแต่ใหญ่เป็นเป็นอันดับสอง รองจากเกาะภูเก็ต
แต่หากพูดถึงหมู่เกาะช้างแล้ว
หมู่เกาะแห่งนี้ถือเป็นที่สุดของเมืองไทยในด้านของจำนวนเกาะ
คือ มีมากถึง 52 เกาะด้วยกัน
ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้กางแผนที่ทะเล
แบ่งหมู่เกาะช้างหรือหมู่เกาะทะเลตราดจากเหนือลงใต้ ออกเป็น 4
กลุ่ม เพื่อง่ายต่อการจดจำ คือ
กลุ่มเกาะช้างและเกาะบริวาร
กลุ่มนี้มีเกาะช้างเป็นตัวชูโรง
ส่วนเกาะบริวารก็มี เกาะช้างน้อย เกาะปลี เกาะหยวก
เกาะมันนอก-มันใน เป็นต้น
กลุ่มเกาะกลางเล็ก
ที่อยู่ถัดจากเกาะช้างลงไปทางทิศใต้ มี
เกาะเหลายา เกาะคลุ้ม เกาะ ง่าม เกาะพร้าว เกาะไม้ซี้ใหญ่
เกาะจาน เป็นต้น
กลุ่มเกาะกลางใหญ่
อยู่ใต้ลงไปอีก ประกอบด้วย เกาะหมาก เกาะรัง
และเกาะกระกระดาด
กลุ่มเกาะกูด
ที่อยู่นอกสุด ติดกับน่านนำเขมร
มีเกาะกูดเป็นเกาะหลัก ร่วมด้วยเกาะไม้ซี้(เล็ก)กับเกาะแรด

และแน่นอนว่าในจำนวน 52 เกาะนั้น
หลายๆเกาะคือแหล่งท่องเที่ยวชั้นดี ซึ่งในทริปนี้ จึงขอพามิตรรักนักเที่ยวไปตะลอนทัวร์รับลมร้อนที่จะมาถึงตามหมู่เกาะบริวารของเกาะช้าง(จากทิศเหนือลงทิศใต้)
โดยขอตัดเกาะกูดออกเพราะเพิ่งนำเสนอไปในตอนที่ผ่านมา
เกาะเหลายา งามตาท้องทะเล
สำหรับทริปนี้ พวกเราเริ่มแรกประเดิมเที่ยวกันที่
เกาะเหลายาที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับเกาะช้าง
ซึ่งสามารถนั่งเรือเทียบท่าสะพานไม้เล็กๆ
แล้วเดินขึ้นไปชมความสวยงามของเกาะแห่งนี้ได้
โดยหลังจากขึ้นฝั่งบนเกาะเหลายา
เราก็พบกับบรรยากาศของหาดทรายอันนุ่มละเอียดเดินสบายเท้ากับน้ำทะเลสีฟ้าอ่อนใสแจ๋วมองเห็นปลาแหวกว่าย
หลังเพลินเท้า งามตากับ หาดทราย สายน้ำ
เราก็เลือกที่จะลงดำน้ำตื้นชมแนวปะการังหน้าเกาะและดูเหล่าฝูงปลาตัวน้อยแหวกว่ายต้อนรับนักท่องเที่ยว
ด้วยความรู้สึกตื่นเต้นและสนุกสนาน
ซึ่งนอกจากหาดทรายและปะการังแล้ว
บนเกาะเหลายายังเป็นจุดชมอาทิตย์อัสดงที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งแห่งท้องทะเลตราดเลยทีเดียว

เกาะหวาย น้ำใส ทะเลสวย
จากเกาะเหลายา เราเดินทางมาที่
เกาะหวาย
ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเกาะเหลายามากนัก พอเรือแล่นเข้าใกล้เกาะ
เราก็จะมองเห็นสะพานไม้ทอดยาวจากทะเลไปถึงฝั่ง
และเห็นศาลากลางน้ำขนาดใหญ่หลังคาสีส้มสดใส
เป็นสัญลักษณ์(ใหม่)ว่านี่แหละคือเกาะหวาย
เมื่อเรือเทียบท่า
ใครอยากจะลงดำน้ำชมปะการังก็สามารถกระโดดลงจากกลางสะพานได้เลย
เพราะที่เกาะหวายนี้มีชายหาดสวยงาม
มีแนวปะการังขนาดใหญ่และสมบูรณ์
โดยบริเวณอ่าวด้านเหนือของเกาะเป็นแหล่งที่มีแนวปะการังสมบูรณ์สูง
ส่วนด้านตะวันตกของอ่าวก็จะมีปะการังมากเช่นกัน
โดยส่วนมากจะเป็นปะการังก้อน ปะการังเขากวาง ปะการังแผ่น
และปะการังพุ่ม และยังมีหอยมือเสือด้วย หรือหากใครไม่อยากดำน้ำ
จะเดินไปเล่นน้ำที่ชายหาดก็ได้
หรือจะเพียงแค่เดินเล่นถ่ายรูปธรรมชาติบนเกาะก็ได้เช่นกัน

ขอแวะที่ศาลากลางน้ำที่กล่าวไว้ตอนต้นเสียก่อน
เพราะด้านในศาลานั้น จะมีนิทรรศการเกี่ยวกับปะการังบนเกาะหวาย
และปะการังในหมู่เกาะช้างต่างๆ
เพราะที่เกาะหวายนี้เป็นที่ตั้งของโครงการทดลองฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล
โดยความร่วมมือของศูนย์วิจัยทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก
ร่วมมือกับมูลนิธิ ICEF (International Cultural & Educational
Foundation, Inc.)
ซึ่งได้มีการวางทุ่นหมายแนวเขตปะการังน้ำตื้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถดำน้ำดูปะการังโดยไม่ไปเหยียบย่ำปะการังให้เสียหาย
จัดวางทุ่นผูกเรือให้พอเพียงกับเรือท่องเที่ยว
และเก็บขยะใต้น้ำและชายฝั่ง
นอกจากนี้ยังมีการปลูกปะการังและปล่อยพันธุ์สัตว์ทะเล
เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลนี้สวยงามและคงความอุดมสมบูรณ์ของปะการังต่อไป
ดังนั้น นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่เกาะหวายตอนนี้
จึงจะได้พบกับหาดทรายสวยๆ
และปะการังสมบูรณ์ใต้น้ำที่รอให้เรามาชม
และหากชมนิทรรศการด้านล่างเรียบร้อยแล้ว
จะเดินขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์บนชั้นสองของศาลาก็ได้เช่นกัน

เกาะกระดาด อันซีนไทยแลนด์
จากเกาะหวายเราเดินทางกันต่อไปยัง เกาะกระดาด
เกาะอันซีนไทยแลนด์แห่งทะเลตราด
ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะหมาก
เหตุที่ได้ชื่อว่าเกาะกระดาดก็เพราะแต่เดิมมีต้นกระดาดขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก
จึงเป็นที่มาของชื่อเกาะกระดาด
อีกทั้งรูปร่างของเกาะก็ยังมีลักษณะแบนราบเหมือนแผ่นกระดาษด้วยเช่นกัน
เกาะกระดาดนี้มีความน่าสนใจตรงที่ถือเป็นเกาะที่มีการออกโฉนดถูกต้องตามกฎหมายมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่
5 ด้วยเหตุผลทางการเมืองระหง่างประเทศ
ปัจจุบันเกาะกระดาดมีสถานะเป็นเกาะส่วนตัว บนเกาะมีรีสอร์ทเพียงแห่งเดียวบนเกาะ
ผู้ที่ต้องการจะมาท่องเที่ยวบนเกาะแห่งนี้จึงต้องซื้อแพ็คเกจทัวร์ของทางรีสอร์ท

ทั้งนี้หากใครได้มาเยือนเกาะกระดาดนี้
ก็จะพบว่าเป็นเกาะที่เงียบสงบ มีหาดทรายยาวขาวสะอาดรอบเกาะ
และมีแนวปะการังตลอดชายฝั่ง อีกทั้ง ผู้จัดการท่องเที่ยว
ยังได้มีโอกาสนั่งรถอีแต๊ก
ซึ่งเป็นขนส่งมวลชนชนิดเดียวบนเกาะนี้เพื่อกินลมชมวิวทิวทัศน์รอบๆ
เกาะซึ่งเต็มไปด้วยต้นมะพร้าวที่เจ้าของเกาะนำมาปลูกไว้
โดยหนึ่งในนั้นเป็นต้นมะพร้าวรูปฟอร์มแปลกตา
ยื่นยาวเอียงลู่เข้าหาท้องทะเลก่อนจะไปกระดกยอดยกสูงขึ้น
ซึ่งเป็นหนึ่งในเสน่ห์อันแปลกตาของธรรมชาติ
ที่ทำให้มะพร้าวต้นนี้กลายเป็น
หนึ่งในสัญลักษณ์ของเกาะกระดาดไปโดยปริยาย
แต่สำหรับสิ่งที่ ไม่คาดคิดว่าจะได้มาเห็นที่เกาะกระดาดนี้ก็คือบรรดากวางเป็นพันๆ
ตัวที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติทั่วทั้งเกาะ
กวางเหล่านี้นั้นแต่เดิมมีอยู่เพียง 6 ตัวเท่านั้น
ซึ่งเจ้าของเกาะนำมาจากเขาเขียวมาเลี้ยงเอาไว้
จนตอนนี้เจ้ากวางก็ออกลูกออกหลานจากหกตัวก็กลายเป็นพันตัว
อาศัยอยู่บนเกาะกระดาดนี้โดยไม่มีใครไปรบกวน
ที่เมื่อนั่งรถชมวิวเห็นกวางมากมาย
เรารู้สึกเหมือนกับอยู่ในสวนสัตว์เปิดยังไงยังงั้น

เกาะหมาก มากเสน่ห์
ใกล้ๆกับเกาะกระดาดเป็นที่ตั้งของเกาะหมากที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาเกาะที่กล่าวมา
อันเป็นเป้าหมายสุดท้ายของเราในทริปนี้
โดยทันทีที่ผู้จัดการท่องเที่ยวมาถึงยังเกาะหมาก
เราก็ไม่รีรอออกเดินสัมผัสกับหาดทรายยาวที่มีต้นมะพร้าวขึ้นเสริมองค์ประกอบในทันที
ซึ่งชายหาดที่นี่แม้จะไม่ขาวเนียนเท่าที่เกาะกูดแต่ว่าก็ดูสวยสะอาดตา
บนเกาะหมากมีหาดและอ่าวที่ชวนเที่ยวหลายอ่าว อาทิ อ่าวนิด
อันเป็นที่ตั้งของชุมชนใหญ่บนเกาะหมาก มีโรงเรียน วัดประจำเกาะ
ร้านอาหารตามสั่ง
และศาลานวดพื้นบ้านอันเรียบง่ายไว้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติ
อ่าวสนใหญ่ เป็นอ่าวโค้งยาว น้ำทะเลใสสวย อ่าวโล่ง
ที่รอบข้างร่มรื่นเขียวครึ้มไปด้วยสวนยางพารา
นอกจากนี้ก็ยังมี อ่าวไผ่ อ่าวโปร่ง อ่าวผาด อ่าวแดง
เป็นจุดชวนเที่ยวบนเกาะหมาก
ในขณะที่บริเวณชายฝั่งรอบเกาะบางจุดจะสวยงามไปด้วยแนวปะการังที่ค่อนข้างสมบูรณ์
โดยใกล้ๆเกาะหมากนั้นเป็นเกาะขาม
เกาะเล็กๆแต่สวยงามอีกเกาะหนึ่งแห่งหมู่เกาะทะเลตราด
สำหรับเกาะหมากนั้น
ปัจจุบันกำลังเป็นที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ
เพราะเป็นเกาะที่สงบ มีหาดทรายสวย
บนเกาะร่มรื่นไปด้วยสวนมะพร้าวและสวนยางพารา
ซึ่งแม้วันนี้เกาะหมากยังดูสวยงาม สงบเป็นส่วนตัว
แต่ในอนาคตที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวถาโถมรุมเร้าท้องทะเลตราดมาขึ้นเรื่อยๆ
หากเกาะหมาก ขาดการบริการจัดการที่ดี พัฒนาแบบไร้ทิศไร้ทาง
สู้พลังทุนกอบโกยไม่ได้
ชะตากรรมเกาะหมากรวมถึงเกาะอื่นๆแห่งทะเลตราดไยไม่ต่างจากเกาะช้างรุ่นพี่
ที่วันนี้โตเร็วจนลืมหลังในเรื่องของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม
วิถีชีวิตชุมชน และการท่องเที่ยวยั่งยืน
จนทำให้เสน่ห์อันพิสุทธิ์แห่งเกาะช้างลดน้อยถอยลงไปจากอดีตมากโขทีเดียว
